ProjectorPRO Logo
หน้าหลัก
สินค้า
ติดตั้งโปรเจคเตอร์
เช่าโปรเจคเตอร์
วิธีสั่งซื้อและชำระเงิน
ซ่อมโปรเจคเตอร์
ติดต่อเรา
Review Projector Viewsonic X10-4K

สวัสดีครับ กลับมาพบกับรีวิวโปรเจคเตอร์ดีๆกันทุกวันศุกร์ อีกเช่นเคยนะครับ เมื่อประมาณ อาทิตย์ที่แล้ว กระผมนาย Tofu ได้มีโอกาสเข้าไปลองสัมผัสกับ Smart LED Projector 4K UHD ตัวแรง พร้อมกับคุณตูน ถึงที่บริษัทวิวโซนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งโปรเจคเตอร์ที่ผมได้ไปสัมผัสนั้น มีชื่อรุ่นว่า Projector Viewsonic X10-4K UHD ครับ ซึ่งเจ้ารุ่นนี้มาพร้อมกับสเปคที่จัดหนักจัดเต็ม แบบไม่มีกั๊ก พร้อมฟังก์ชั่นสตรีมมิ่งอัจฉริยะ และมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android ที่มีความยืดหยุ่นในการใช้งานมากที่สุด บวกกับยังเสริมความแกร่งคุณภาพเสียงด้วย ลำโพงคู่ Harman Kardon มาให้ในตัวอีกด้วยครับ หลายคนๆตื่นเต้นแล้วใช่มั้ยครับ ว่ามันจะโหดส...ด รัสเซีย ไนจีเรีย ตุรกี ขนาดไหน งั้นอย่ารอช้า รีบเลื่อนไปอ่านกันต่อเลยดีกว่าครับ



Quick


Native Resolution: 3840x2160 4K-UHD
ค่าความสว่าง Brightness (LED Lumens): 2400 LED Lumens
อัตราความคมชัด (Contrast Ratio): 3000000:1
Display Colour: 1.07 Billion Colours
Light Source Type: LED
Light Source Life (Normal): up to 30000
Lamp Watt: RGBB LED
Lens: F=1.8, f=8.5mm
Projection Offset: 100%+/-5%
Throw Ratio: 0.8
Image Size: 30" - 200"
Throw Distance: 0.5-3.5m (100"@1.77m)
Keystone: +/- 40° (Vertical)
Optical Zoom: Fixed
Audible Noise (Normal): 30dB
Audible Noise (Eco): 26dB
Local Storage: Total 16GB (12GB available storage)
Input Lag: TBD
Resolution Support: VGA(640 x 480) to 4K(3840 x 2160)


ขอขอบคุณทางร้าน ProjectorPRO ที่ส่งผมได้ไปลองเล่นเจ้า Viewsonic X10 4K UHD ตัวนี้มากๆด้วยนะครับ หน้าตากล่องก็จะมีสีขาวเรียบหรู มีรูปสินค้าอยู่ชัดเจน ส่วนด้านหลังกล่องก็จะมีสเปค รายละเอียดต่างๆบอกอยู่


เปิดกล่องมาก็จะพบอุปกรณ์ที่ถูกเก็บแยกไว้อย่างดี และ จุดเด่นอย่างนึงที่ผมชอบมากที่สุด นั่นก็คือ Viewsonic X10-4k ตัวนี้เค้าแถม Wifi Dongle มาให้พร้อมเลย ครับท่านผู้ชม ไม่ต้องซื้อเพิ่มแล้ว ฮ่าๆๆ

What’s in the Box


อุปกรณ์ที่แถมมาในกล่อง นอกเหนือจาก ตัวเครื่องโปรเจคเตอร์ Viewsonic X10-4K ก็จะมีจำพวกสาย Power Cord 1เส้น, สาย HDMI 1 เส้น, รีโมทคอนโทรล 1 อัน, คู่มือ Quick Start Guide 1 แผ่น, Wi-Fi Dongle,ถ่านแบตเตอรี่ ขนาด 3 A มาให้ 2 ก้อน, สาย USB-C Cable ความยาว 1 เมตร มาให้อีก 1 เส้นครับ


เปิดมาผ่างเลยก็จะเจอกับเจ้า Viewsonic X10-4K ผู้นี้...ผู้เดียว (ทำเสียงเหมือนทีวีแชมเปี้ยน) ขนาดกำลังพอดี ไม่เล็กจนเกินไป หรือไม่ใหญ่จนเทอะทะ ผมเลยให้คุณตูน เอามือมาวางเทียบขนาดตัวเครื่องดูครับ มีขนาด Dimention (ความกว้าง x ความยาว x ความสูง)เพียง 26.1 x 27.1 x 16.6 cm มีน้ำหนักเพียง 6.5 กก.

Design


โดยตัวเครื่อง Viewsonic X10-4K จะมีลักษณะเป็นทรง สี่เหลี่ยมโค้งมน สวยงามดีทีเดียว โดยตำแหน่งเลนส์ฉายภาพจะอยู่กึ่งกลางของตัวเครื่อง ช่วยให้การจัดวางตำแหน่งตัวเครื่องนั้นง่ายมาก ด้านหน้านอกจากเลนส์ฉายโปรเจ็คเตอร์จะมีเซนเซอร์ตรวจวัดระยะและ เซนเซอร์ Eye Protection สำหรับทำหน้าที่ปิด/เปิดหลอดโปรเจ็คเตอร์ทันที หากตรวจพบว่าวัตถุหรือคนอยู่ใกล้กับเลนส์มากเกินไป พร้อมทั้งกระจกปิดหน้าเลนส์คุณภาพสูง (High Quality Glass) เพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพของภาพออกมาได้เต็มประสิทธภาพ ไม่ถูกลดทอนลง และเพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานเครื่องได้รวดเร็วทันที ด้วยเซ็นเซอร์ IR & Auto Focus Camera ที่ฝังอยู่ข้างๆกับเลนส์ฉาย เพื่อเข้าใช้ตัวเครื่องได้อย่างสะดวก และแม่นยำ แถมยังโฟกัสให้อย่างอัตโนมัติ อีกด้วยครับ


Viewsonic X10-4K เป็นโปรเจคเตอร์ ที่มีดีไซน์สวยหรู ดูพรีเมี่ยมสุดๆ จนใครหลายๆคนที่ได้ลองจับ ได้สัมผัสก็อยากได้กันเลยทีเดียว โดยบอดี้ของตัวเครื่อง Viewsonic X10-4K ทั้ง 4 ด้าน นั้นเป็นแบบ Sleek metal (พื้นผิวโลหะมันวาว) และด้านหลังกับด้ามจับจะเป็น Elegant leather cover ที่ช่วยเพิ่มความพรีเมี่ยมให้กับตัวเครื่องได้อย่างลงตัว


มาพูดถึงในด้านของระยะฉายของ Viewsonic X10-4K กันบ้างดีกว่าครับ ด้วยความที่ โปรเจคเตอร์รุ่นนี้ออกแบบเลนส์ฉายให้เป็น Short Throw ซึ่งมีข้อได้เปรียบกว่ามากกว่าโปรเจคเตอร์ที่ใช้เลนส์ทั่วไปๆ เพราะมีระยะฉายที่สั้นมากๆ ตั้งวางเครื่องเพียง 1.77 เมตรเท่านั้น ก็จะได้ภาพขนาดใหญ่ถึง 100” แล้ว ซึ้งถ้าเป็นโปรเจคเตอร์โดยทั่วไป การที่จะต้องการภาพขนาดใหญ่ถึง 100” เราต้องตั้งวางเครื่องห่างจากจอรับภาพ เกือบๆ 3-4 เมตรกว่าๆ เลยครับ


เขยิบลงมาบริเวณด้านใต้ของตัวเครื่องจะมี ขาตั้งแบบพับได้ที่สามารถปรับได้ 2 ระดับ


มาดูด้านซ้ายและด้านขวาของตัวเครื่องกัน ก็จะเจอกับช่องระบายความร้อนที่ออกแบบฝาครอบมาในสไตล์แบบตะแกรงเหล็ก (Mesh) แบ่งช่องออกเป็น สองส่วน โดยจะเห็นพัดลมขนาดใหญ่แบบ สามแกน ที่ช่วยให้การไหลเวียนของอากาศและการกระจายความร้อนได้ดีเยี่ยมกว่าแบบปกติทั่วไปๆ ส่วนที่สอง ก็จะเป็นลำโพง Harman Kardon ขนาด 8W Cube ข้างละ 1 ตัวครับ


Viewsonic X10-4K มาในรูปลักษณ์ที่สวยงาม ฉีกทุกกฎของรูปลักษณ์แบบเดิมๆและยังได้รับรางวัลการออกแบบดีไซน์จาก iF Design Award อีกด้วยครับ


ทางด้านปุ่มคอนโทรล บนตัวเครื่อง Viewsonic X10-4K นั่นจะมีปุ่มคอนโทรลเพียงปุ่มเดียวเท่านั้น อ่านไม่ผิดหรอกครับ มีเพียงปุ่มเดียวจริงๆ ซึ่งปุ่มคอนโทรลตัวนี้เอาไว้สำหรับ Power เปิด/ปิด, ตัวเครื่องหมุนเพื่อเพิ่มระดับความดังเบาของ Volume หรือจะใช่เป็นปุ่ม ตกลง ในหน้าของ Menu ก็สามารถทำได้ครับ


พลิกเครื่องมาด้านหลัง เราจะเห็นได้ว่ามีจุดยึดสกรู 3 จุด ที่สามารถตั้งวางเครื่อง เข้ากับขาแขวน (Projector Hanger)ไว้บนเพดานได้ครับ


มาดูทางด้านพอร์ตการเชื่อมต่อของเจ้า Viewsonic X10-4K นี้กันดีกว่า ว่าจะมีพอร์ตอะไรมาให้บ้าง หลังจากที่ลองเล่นดูก็ให้มาครบเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นพอร์ต HDMI 2.0 /HDCP 2.2 มาให้ถึง 2 พอร์ต (โดยเวอร์ชั่น 2.2 จะเพิ่มเติมควบรวมไปถึงอุปกรณ์ที่ใช้รับชมคอนเทนต์ Ultra HD (หรือต่ำกว่า) ผ่านรูปแบบการสตรีมมิ่งทางอินเทอร์เน็ตด้วย) พร้อมพอร์ต USB Type-A จำนวน 2 พอร์ตมีทั้งเวอร์ชั่น 2.0 (5V/1.5A Out) และ 3.0(5V/2A Out) ที่จะช่วยทำให้เราสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้โดยตรง อีกทั้งยังมีช่องต่อหูฟัง INPUT/OUTPUT ขนาด 3.5 มิลลิเมตรนอกจากนั้นก็ยังมีพอร์ต Usb Type-C ไว้สำหรับเชื่อมต่อกับจอแสดงผลภายนอก ซึ่งจะทำให้เพื่อนๆสามารถดูหนังผ่านทางหน้าจอ Smart phone หรือทำการ Screen Mirroring หน้าจอขึ้นไปได้ครับ นอกจากนั้นก็ยังมีพอร์ต Micro SD Socket รองรับ (SDXC up to 64GB-FAT 32/NTFS) และยังมี Wi-FI Dongle Socket ที่เอาไว้สำหรับต่อเข้ากับตัว Dongle ที่แถมมาให้ครับ, S/PDI, LAN (RJ45)


เชื่อมต่อผ่านระบบไร้สาย รองรับ iPhone, iPad และ Android อีกหนึ่งความสามารถที่เป็นไฮไลท์ของ Viewsonic X10-4K นี้คือการสามารถฉายภาพแบบไร้สายผ่านทาง Wi-Fi ได้ครับ สำหรับการใช้งานเริ่มจากเสียบอุปกรณ์เสริม ตัวรับสัญญาณ Wifi เข้าทางช่อง USB จากนั้นเข้าที่ icon “Screen mirroring” **กรณี Smart Phone ใช้ระบบ iOS (iPhone, iPad) เครื่องก็จะมองหาโปรเจคเตอร์โดยอัตโนมัติโดยจะใช้ชื่อว่า “ViewSonic PJ-XXXX” ส่วนใครที่ใช้ระบบ Android ก็สามารถโหลดแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Home (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)เสร็จแล้วเราก็แชร์ภาพขึ้นจอได้เลย โดยไม่ต้องเสียบสายแต่อย่างใด สะดวกมากๆ


นับว่าเป็นอะไรที่น่าประทับใจมากๆ ที่เราสามารถหิ้วเครื่องโปรเจคเตอร์ไปไหนมาไหนได้สะดวกสบาย เหมือนหิ้วกระติกน้ำแข็งเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดเลยครับ


รีโมทคอนโทรล ดีไซน์สวยงามพรีเมี่ยมสุดๆ สีของเจ้ารีโมทตัวนี้ก็มีสีเหมือนกันกับตัวเครื่องเลย ปุ่มฟังก์ชั่นลัด สัญลักษณ์ต่างๆ มีสีขาวมองเห็นชัดเจน หลังจากที่ได้สัมผัสรู้สึกว่า รีโมทคอนโมทนั้นขนาดกำลังดี จับถนัดมือ มาพร้อมปุ่นฟังก์ชั่นอย่างครบครัน อาทิปุ่ม Power, Source, Focus, Setting, Audio Mode, Bluetooth, วงล้อ Shuttle Wheel Left/ Right หมุนซ้าย/ขวา, OK, Return, Home, Volume Control


Feature


วิวโซนิคเพิ่มปัจจัยด้านความปลอดภัยของผู้ใช้งาน Viewsonic X10-4K โดยมีคุณสมบัติการปกป้องสายตา Eye Protecjtion ซึ่งเครื่องจะตัดไฟที่ส่งไปยังลำแสงฉายภาพโดยอัตโนมัติ หากตรวจพบว่าวัตถุหรือคนอยู่ใกล้กับเลนส์มากเกินไป โดยในส่วนนี้ สามารถปรับตั้งค่าได้ตั้ง 50ซม. ไปจนถึง 100ซม.


ฟังก์ชันการปรับตั้งค่า Auto Keystone ทำให้การรับภาพนั่นได้สัดส่วนการฉายที่สมบูรณ์ที่สุด เมื่อฉายภาพจากมุมที่ไม่ตรงกับจุดศูนย์กลางของฉาก ลดข้อจำกัดด้านพื้นที่ในการจัดวาง และระบบ Auto Focus ที่ช่วยให้ภาพนั่นมีความคมชัดเป๊ะให้อัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องของการปรับโฟกัสให้เสียเวลา ซึ่งทั้ง 2 ระบบนี้จะถูกเปิดใช้งานอย่างทันที หลังจากที่เราเปิดเครื่องใช้งานแล้วครับ


Viewsonic X10-4K มาพร้อมกับการเชื่อมต่อลำโพง Bluetooth ที่ให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ Smart Phone, PC, Tablet แบบไร้สายสำหรับการฟังเพลงโดยที่ไม่ต้องเปิดภาพฉายได้ และในส่วนของวิธีการเชื่อมต่อ ก็สามารถกดปุ่ม Power และเลือกหัวข้อ Bluetooth หรือกด สัญลักษณ์ ที่รีโมทคอลโทรล ได้เลยครับ หากเชื่อมต่อสำเร็จ จะมีไฟ LED สีฟ้ากระพริบที่สัญลักษณ์ Bluetooth บนตัวเครื่องครับผม


Star your Engine!!


หลังจากที่เราเปิดเครื่องเข้าไปแล้ว เราก็จะพบกับหน้าตา home menu หลัก พร้อมการเชื่อมต่อ Wi-Fi ที่ผมได้ set up ไว้แล้วครับ ในส่วนของวิธีการเชื่อมต่อ Wi-Fi ของเจ้า Viewsonic X10-4K นั่น ผมจะทำไว้อีกบทความนึงนะครับ ^^


Viewsonic X10-4K มี Native Resolution อยู่ที่ 3840x2160 (4K-UHD) มีอัตราส่วนภาพ 16:9 (แต่ก็รองรับอัตรา 4:3 ด้วยนะ โดยจะปรับเปลี่ยนการแสดงผลโดยอัตโนมัติ) มีค่าความสว่าง 2400 LED Lumens ซึ่งถือว่ามีค่าความสว่างอยู่ในเกณฑ์ที่กำลังดีนะครับ เห็นตัวเลขน้อยๆ นี่ไม่ได้แปลว่าจะน้อยตาม เราต้องดูหน่วยวัดทางด้านหลังด้วยครับ และมีค่า Contrast Ratio ที่สูงมากก็คือ 3,000,000:1 จึงทำให้ภาพฉายที่ออกมานั้น ดูลึกและมีมิติที่สมจริง ดูเป็นธรรมชาติ มากๆ เลยครับ


**ภาพยกตัวอย่างโปรเจคเตอร์ หลอดฉาย 2200 ANSI Lumens กับ โปรเจคเตอร์ LED Projector 900 ANSI Lumens
โปรเจคเตอร์ LED 900 ANSI Lumen ลดลงจาก 1000 ANSI เป็น 900 ANSI เพื่อให้ตรงกับความสว่างโดยประมาณของโปรเจคเตอร์หลอดไฟ 2200 ANSI Lumen ในขณะที่ยังรักษาอัตราส่วนความสว่างเฉลี่ยที่รับรู้ค่าได้เท่ากับ 2.4 เท่าครับ


ด้วยคุณสมบัติ ที่รองรับระบบภาพ HDR 10 จึงทำให้สีของภาพมีความคมชัดมากยิ่งขึ้น โดยสังเกตุเห็นได้จากรายละเอียดความคมชัดในบริเวณที่มืดและสว่างกว่า และให้ขอบเขตการแสดงผลเฉดสี ได้มากถึง 1.07 Billion Colours


Viewsonic X10-4K นั้นมีเทคโนโลยีการแก้ไขเฟรมเลตของภาพ ซึ่งช่วยลดความเบลอของภาพเคลื่อนไหว และทำให้การแสดงอัตราเฟรมภาพเคลื่อนไหลนั้นมีความ สมูท นุ่มนวล ลื่นไหล มีความเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น


สามารถตั้งค่าโหมดของภาพ Viewsonic X10-4K ได้ทั้งหมด 4 ด้วยกันโดยมี โหมดสว่างสูงสุด (Brightest) : สำหรับการฉายภาพในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้าและโปรเจคเตอร์ต้องทำงานในระดับความสว่างสูงสุด, โหมด TV ยกระดับความเข้มของสีเขียวของสนามแข่งราวกับนั่งเชียร์กีฬาอยู่ในสนามจริง, โหมดเกม: อุณหภูมิสีที่ยกระดับความคมชัดในการเล่นเกมโดยเฉพาะ, โหมดภาพยนตร์:ยกระดับสีสันของภาพยนตร์ มอบประสบการณ์การรับชมราวกับรับชมในโรงภาพยนตร์ เป็นโหมดที่ดีที่สุดสำหรับสภาพแวดล้อมที่มีแสงน้อย หรือ มืดสนิท, User 1/User2 เป็นโหมดที่เราสามารถที่จะตั้งค่าได้อิสระในแบบของเราเอง เช่น เพิ่มค่าความสว่าง(สีขาว) มากขึ้น หรือ เพิ่มค่า Contrast ฯลฯ ที่เหมือนกับการตั้งค่าในทีวีเลยครับ





ภาพจาก ภาพยนต์เรื่อง Iron Man 2 ที่ความละเอียด Full HD ครับ รายละเอียด ดีเทลต่างๆ ของภาพทำได้น่าทึ่งจริงๆ


จุดเด่นอีกหนึ่งจุดที่พลาดไม่ได้เลย มีลำโพง Harman Kardon คู่ขนาด 8W และให้เสียงที่กว้าง...กังวาล...มีมิติ... ดูหนังฟังเพลงสนุก เสียงดนตรีมีชีวิตชีวา เหมือนนั่งฟังเพลงแสดงสดอยู่หน้าเวที ซึ่งพลังเสียงนั้นดังเดินคาด ไม่คิดว่าลำโพงโปรเจคเตอร์ตัวแค่นี้ จะสร้างเสียงได้ทรงพลัง ขนาดนี้เลยครับ


สามารถปรับแต่งคุณภาพเสียงอีควอไรเซอร์ ได้ตามที่เราต้องการ ได้ในโหมดภาพ Movie และ User อีกด้วยนะจ๊ะ


อย่างที่บอกไปแล้วความพิเศษอีกอย่างนึงของ Viewsonic X10-4K รุ่นนี้ คือมีระบบปฏิบัติการ Android ติดตัวมาให้ด้วย ซึ่งให้ความยืดหยุ่นในการใช้งานสูง มีแอพพลิเคชั่นที่เราคุ้นๆตา มาให้เลือกใช้มากมาย เช่น Netflix, Google Chrome ฯลฯ และสามารถที่จะเชื่อมต่อ Wi-FI เข้าอินเตอร์เน็ตได้เลยในตัว พร้อมทั้งโหลดแอพพลิชั่นของระบบ ปฎิบัติการ Android ต่างๆ ได้ด้วย


NETFLIX แอพพลิแคชั่น ดูภาพยนต์ ดูซีรีย์ ยอดฮิตของใครหลายๆคน ก็มีมาให้นะจ๊ะ


เราลองมารับชมภาพแบบภาพยนต์กันบ้างดีกว่าครับ ว่าจะแจ่มแมวแค่ไหน


ด้วยความที่แหล่งกำเนิดแสงของโปรเจคเตอร์ Viewsonic X10 รุ่นนี้ใช้เทคโนโลยีเป็นแบบ LED รุ่นล่าสุด ที่ปราศจากสารปรอท จึงทำให้มีอายุของหลอดฉายนานถึง 30,000 ชั่วโมง


หน้าต่างเมนูสำหรับการตั้งค่า Setting ต่างๆ ที่สามารถปรับได้หลากหลาย ทั้งการตั้งค่า Network Settings, Basic Settings, Firmware Upgrade, Advanced settings, information หรือแม้กระทั้งปรับตั้งค่า เวลา วันที่


สามารถปรับตั้งค่าได้หลากหลายมากๆเลยครับ เช่น การตั้งค่าของภาษา สามารถปรับตั้งค่าของภาษาได้ทั้งหมด 23 ภาษา อีกทั้งยังรองรับภาษาไทยด้วยนะครับ, การตั้งค่าการเปิด/ปิดระบบของ Auto Keystone และAuto Focus, ระบบ Auto Power OFF ที่เหมือนจะเป็นการปิดเครื่องให้อัตโนมัติ หากเราไม่ได้ใช้งานเครื่องนานถึง 20 นาที (สามารถตั้งค่าเวลาปิดเครื่องได้)


รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 5GHz ได้ โดยต้องใช้อุปกรณ์เสริมเชื่อมต่อผ่านช่อง USB ที่ทาง Viewsonic X10-4K เค้าแถมมาให้ พร้อมกับดาวโหลดแอพพลิเคชั่นผ่านการสแกน QR CODE (สำหรับระบบ Andrioid) หรือ สำหรับใครที่ใช้ระบบ iOS ก็สามารถเปิดฟังก์ชั่นนี้ได้ด้วยการ สไลด์ด้านล่างขึ้น แล้วเลือกที่ icon “Screen Mirroring” และเชื่อมต่อกับ “ViewSonic PJ-XXXX”


การเชื่อมต่อกับ Smart Phone ผ่านทางสาย USB TYPE-C ซึ่งปกติแล้วหลายคนคงจะทราบดีว่าการต่อโปรเจคเตอร์ใช้งานกับเครื่อง Smart Phone บางครั้งก็ค่อนข้างมีปัญหา ภาพไม่ขึ้นบ้าง หาสัญญาณไม่เจอบ้าง ซึ่งจากที่ทดลองใช้ก็สามารถใช้งานได้ปกติดี ค้นหาสัญญาณได้รวดเร็ว ทดลองใช้ดูคลิปผ่านทาง Youtube ก็ไม่มีอาการภาพกระตุกหรือ ดีเลย์ของภาพ แต่อย่างใดมาให้เห็น


นอกจากจะใช้สำหรับเปิด Youtube แล้ว ฟังก์ชั่นนี้ยังสามารถที่จะสะท้อนภาพหน้าจอ Smart Phone ขึ้นไปอีกด้วยครับ สำหรับใครที่จะใช้ฟังก์ชั่นนี้ ทางที่ดีก็อย่าลืมปิดไลน์ ปิดเฟสให้เรียบร้อยนะครับ เกิดสาวๆทักมาในขณะที่ประชุมอยู่ล่ะก็ ฮากันยกใหญ่เลยทีเดียว เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่เตือน



สรุป



ข้อดี
- ดีไซน์การออกแบบสวยงาม งานประกอบแน่นวัสดุดี แนวเรียบหรู
- มีน้ำหนักเพียง 6.5 กก. และมีหูหิ้ว ที่สามารถพกพาเคลื่อนย้าย ได้สะดวก
- สเปคสูงมาก ความละเอียดคมชัดระดับ 4K (3840x2160) ในราคาที่จับต้องได้
- รองรับการแสดงผลแบบ HDR10
- เป็นโปรเจคเตอร์ที่มีระบบปฏิบัติการ android ภายในตัว ที่ช่วยให้สตรีมมิ่งต่างๆ ทำได้อย่างง่ายดาย
- มีตัวช่วยเรื่องของภาพเคลื่อนไหว ทำให้การแสดงอัตราเฟรมภาพเคลื่อนไหลนั้นมีความ สมูท นุ่มนวล ลื่นไหล
- ระบบ Auto Focus และ Auto Keystone ที่ช่วยให้ภาพนั่นมีความคมชัด ให้อัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องของการปรับมุมของภาพ และปรับโฟกัสให้เสียเวลา
- สามารถ Screen mirroring ส่งภาพจากมือถือ Smart Phone ขึ้นจอฉายได้เลยเพียงแค่โหลดแอพ
- ลำโพง Harman Kardon คู่ ที่ให้เสียงที่ทรงพลัง
- อายุหลอดภาพ LED รุ่นล่าสุด ที่มีความอึด ถึก ทน กว่า 30,000 ชั่วโมง

ข้อสังเกตุ
- รุ่นนี้ไม่สามารถ ซูมหรือขยายภาพฉายได้ แต่ว่ารุ่นนี้เป็นโปรเจคเตอร์แบบ short Throw ที่มีระยะฉายที่สั้น เลยไม่กังวลเรื่องของการซูมขยายภาพครับ
- ไม่มี 0% 24 เดือนครับ (หยอกๆ)

by TOFU
สนใจสั่งซื้อ Projector Viewsonic X10-4K ได้ที่ https://projectorpro.in.th/projector/viewsonic/viewsonic-x10-4k.html

หรือ https://www.facebook.com/ProjectorPRO1