ProjectorPRO Logo
หน้าหลัก
สินค้า
ติดตั้งโปรเจคเตอร์
เช่าโปรเจคเตอร์
ซ่อมโปรเจคเตอร์
ติดต่อเรา
การเตรียมตัวก่อนเลือกซื้อโปรเจคเตอร์
1. กำหนดความต้องการ ควรกำหนดความต้องการที่เป็นไปได้ ไม่ใช่คุยๆไป ไอเดียเริ่มกระฉูด ต้องการฉายกลางแจ้งกลางวันแสกๆและโปรเจคเตอร์มีขนาดเล็กพอใส่ในกระเป๋ากางเกงได้ เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆกับผมเมื่อกว่า 10 ปีมาแล้ว

เมื่อรู้ความต้องการ ต้องมั่นคงไม่วอกแวก พอเห็นลูกเล่นของโปรเจคเตอร์ยี่ห้อหนึ่ง หรือเห็นความสว่างมากๆของอีกยี่ห้อหนึ่ง แล้วเกิดหลงรัก คราวนี้หาเหตุผลที่ต้องซื้อโปรเจคเตอร์ตัวนั้นให้ได้ อย่างนี้เรียกว่า เสียศูนย์

มีรายหนึ่งซื้อโปรเจคเตอร์ราคากว่า 700,000 บาท เพราะเกิดหลงไหลความสว่างที่ 2700 ลูเมน ( นั่นเมื่อกว่า 10 ปีมาแล้ว ) แม้ผมจะแนะนำให้เลือกโปรเจคเตอร์ที่สว่างน้อยกว่า แล้วเอาเงินที่เหลือไปปรับปรุงห้องให้เหมาะสมกับการฉายภาพ ท่านก็ไม่รับฟัง พอครบ 1 ปีเป้งการรับประกันก็สิ้นสุด เครื่องก็เกิดเสีย ค่าซ่อมก็สูงถึงกว่า 5 แสนบาท โรงเรียนมีงบไม่พอ เลยต้องทิ้งโปรเจคเตอร์เครื่องนั้นไปเฉยๆ

2. กำหนดงบประมาณ เช่นกันกับวัตถุประสงค์ ไม่ควรวอกแวก ถ้ามีงบฯสูง ปัญหาแทบไม่มี แต่ถ้างบฯน้อยเกินไป อาจต้องไปซื้อโปรเจคเตอร์ที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ถ้าเป็นอย่างนี้คงต้องเสียเงินไปเปล่าๆ น่าจะคืนงบฯไปจะประหยัดกว่า

ในงาน World Didac Asia 2009 ที่จัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต อาจารย์ หลายท่านบ่นว่าของแพง ส่วนคนขายก็จะตอบว่า ถ้าอยากได้ของที่ทำงานได้ตามที่ต้องการ ราคาก็จะสูงตามที่เขาได้เสนอไป ผมขอนำบทความหนึ่งที่โชว์อยู่ในร้านค้ารายหนึ่งในศูนย์การค้าพันทิพย์พลาซ่า ซึ่งเมื่อแปลเป็นภาษาไทยมีใจความว่า

“ไม่เป็นการฉลาดที่จะซื้อของที่แพงไปหรือถูกไป หากซื้อของที่แพงไป สิ่งที่เสียคือต้องเสียเงินเพิ่มอีกเล็กน้อย แต่ถ้าซื้อของที่ถูกไป แล้วของที่ได้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ท่านอาจสูญเงินทั้งหมด”

3. เลือกยี่ห้อ หลายรายชอบถามคนขายว่า ขายยี่ห้ออะไร ยิ่งเป็นกลุ่มที่ชื่นชอบยี่ห้อยอดนิยมอาจถามว่า ขาย Sony หรือ Panasonic หรือเปล่า ส่วนพวกที่มีความมั่นใจในความรู้ของตน อาจจะขอแค่แคตตาล็อกเพื่อเอาไปศึกษาเอง ผมว่าน่าจะเปิดใจให้กว้างกว่านั้น ให้โอกาสคนขายบอกข้อดีเด่นของยี่ห้อของเขาบ้าง บ่อยครั้งที่ลูกค้าพึ่งจะทราบว่าแท้จริงแล้วเขายังไม่อะไรรู้อีกมาก

บางยี่ห้อรับประกันหลอดฉาย 6 เดือน ประกันเครื่อง 1 ปี บางยี่ห้อรับประกันหลอดฉายฯ 1 ปี ส่วนตัวเครื่องรับประกัน 2 ปีก็มี 3 ปีก็มี ผมว่า 3 ปีนี่คุ้ม เพราะมีโอกาสที่เครื่องจะเสียอย่างน้อย 1 ครั้ง ในปีที่3 มียี่ห้อหนึ่งถ้าหลอดฉายเสียใน 30 ชั่วโมงแรก เขาจะไม่รับผิดชอบ ทั้งๆที่ของใหม่โอกาสที่หลอดจะเสียใน100 ชั่วโมงแรกสูง หลังจากนั้นมักไม่พบปัญหาอะไร อีกอย่างเขาก็ไม่ได้แจ้งเงื่อนไขนี้ให้ลูกค้าทราบมาก่อน

บางยี่ห้อพอใช้ไปประมาณ 500 ชั่วโมง หลอดฉายมืดไปมากจนทนไม่ไหว ผู้ขายก็ยังไม่รับผิดชอบบอกว่ายังใช้ได้อยู่ บางยี่ห้อบริการแย่ กว่าจะซ่อมเสร็จใช้เวลา 3 – 6 เดือน ( ตั้งครึ่งปี ) ที่ทะเลาะกันบ่อยๆคือ บางยี่ห้อแม้พบว่าของเสียตั้งแต่แกะกล่องก็ไม่ยอมเปลี่ยนเครื่องใหม่ให้ ต้องคอยให้ซ่อมอย่างเดียว กว่าจะได้ของมาใช้ ราคาโปรเจคเตอร์ก็ตกลงไปแล้ว 3,000 – 5,000 บาท และคนขายก็ไม่รับผิดชอบส่วนนี้

4. ให้เลือกผู้ขายด้วย เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อหรือผู้ที่ชอบค้นหาสินค้าทางอินเทอเน็ต ชอบที่จะเทียบราคาสินค้ากับยี่ห้อและรุ่น เดียวกัน ที่ไหนถูกที่สุดก็เอาที่นั่น โดยไม่เลือกผู้ขาย ความจริงผู้ขายมีความสำคัญมากเหมือนมีประกัน หากไม่มีปัญหาก็โชคดีไป หากมีปัญหาแล้วผู้ขายนำส่งศูนย์ซ่อมให้ ไม่ว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายหรืออยู่ในประกันก็ยังถือว่าโชคดี ที่ท้ายสุดก็ยังได้ของกลับมาใช้

แต่ในกรณีที่ซ่อมกลับมาแล้วพบว่ายังใช้ไม่ได้ ผู้ขายยังยินดีมารับกลับไปส่งศูนย์ซ่อมอีก คราวนี้ทางศูนย์ซ่อมยืนยันว่าไม่เสีย แต่เมื่อนำกลับมาใช้ก็พบว่ายังใช้ไม่ได้อยู่ดี จะให้ทำอย่างไร โยนทิ้งไปหรือ บางรายมีความจำเป็นมากๆต้องยอมซื้อเครื่องใหม่ อย่างนี้น่าเจ็บใจไหม

แค่พ่อค้าที่มีความเชี่ยวชาญมากอาจแก้ปัญหาได้ เพราะหลายครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากโปรเจคเตอร์แต่เกิดจากปัญหาอื่น ดังนั้นการเลือกพ่อค้าก็เป็นเรื่องสำคัญ บริการจากผู้ค้าอาจครอบคลุมไปมากกว่าการรับผิดชอบต่อสินค้าที่เขาขายก็ได้ เช่นมีรายหนึ่งบอกว่าเมื่อก่อนโดนถูกผู้ใหญ่ตำหนิประจำ ว่าให้แก้ปัญหาต่างๆหลายครั้งแล้วไม่จัดการให้เรียบร้อยสักที ทั้งๆที่เขาได้แจ้งให้พ่อค้าประจำรายนั้นให้มาดูแลให้หน่อย แต่ก็ไม่ยอมมาบริการ จะเอาแต่ขายลูกเดียว แต่หลังจากเปลี่ยนผู้ขาย ชีวิตของเขาดีขึ้นมาก บางครั้งปัญหาที่ดูใหญ่โต สามารถซ่อมเสร็จภายในวันเดียว ตอนนี้ผู้ใหญ่ชมเชยว่าเขามีความรับผิดชอบดีมาก



5. เทคโนโลยีการสร้างภาพ เทคโนโลยีสร้างภาพที่ใช้กับโปรเจคเตอร์เช่น LCD LCoS DLP และ GLV เป็นต้น แต่ที่ตั้งหน้าห้ำหั่นกันมีอยู่คู่เดียวคือ 3LCD กับ DLP ทั้ง 2 เทคโนโลยีในสภาพการใช้งานจริง สิ่งที่ทั้ง 2 ค่ายต่างสาดโคลนเข้าใส่กันนั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่โดยเฉพาะปัญหาอัตราส่วนเปรียบต่าง(Contrast Ratio) อยากให้เทียบภาพที่ฉายด้วยเทคโนโลยีทั้ง 2 แล้วดูว่าชอบแบบไหน ความแตกต่างระหว่าง 3LCD และ DLP พอจะเทียบได้กับสีโปสเตอร์กับสีน้ำมัน ที่สวยไม่เหมือนกัน

6. ของแถม เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นความเห็นส่วนตัวสักหน่อย นานมาแล้วมีโปรเจคเตอร์ยี่ห้อหนึ่งจัดโปรโมชั่นด้วยการแถมจอสำหรับภาพฉายชนิดติดผนัง/แขวนเพดาน ม้วนเก็บด้วยสปริงขนาด 70” X 70” จนเป็นที่ถูกใจของผู้ซื้อ เล่นเอายี่ห้ออื่นต้องทำตาม ลงท้ายลูกค้าเองเป็นฝ่ายเรียกร้องให้แถมจอฯ การขายโปรเจคเตอร์แถมจอฯนี้ ผู้ขายจะได้กำไรลดลงจริงๆ ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น กำไรก็น้อยอยู่แล้ว ดังนั้นผมจะไม่โจมตีผู้ขายว่า บวกราคาค่าจอฯ เข้าไปด้วย หรือบังคับให้ซื้อโปรเจคเตอร์แล้วต้องซื้อจอพ่วง

การเน้นของแถมนี้ ผู้ขายจงใจให้ผู้ซื้อโปรเจคเตอร์ เลือกเฉพาะยี่ห้อของเขา ซึ่งอาจทำให้ได้ของที่ไม่ตรงตามความต้องการ อีกประการหนึ่งจอฯ ขนาด 70” X 70” นี้เมื่อเทียบกับขนาดอื่นแล้วมีราคาถูกที่สุด เขาถึงแถมมา แต่ผมไม่อยากแนะนำให้ใช้จอฯขนาด 70” X 70” เท่าไหร่ เหตุผลเพราะ ห้องเรียนแทบทั้งหมดสามารถฉายภาพได้ใหญ่สุดถึง 120” รวมทั้งโปรเจคเตอร์ในปัจจุบัน รุ่นที่มีราคาต่ำสุด ก็สว่างพอที่จะใช้ได้กับจอฯขนาด 120” แล้ว เมื่อเอาจอฯที่แถมมาขนาด 70” X 70” มาใช้ ขนาดภาพที่ฉายขึ้นไปจะได้ใหญ่สุดพียง 87” ( เว้นแต่ผู้ใช้ต้องการภาพขนาดนี้) บางรายซื้อโปรเจคเตอร์ความสว่าง 3000 ANSI ลูเมน แต่ใช้จอฯที่แถมมาขนาด 70” X 70” อย่างนี้น่าเสียดายของมากๆ

7. เตรียมตัวก่อนไปทดลองของจริง หากท่านต้องการไปดูโปรเจคเตอร์ ขอให้วัดความสูงของจอฯที่จะใช้และระยะระหว่างจอฯกับผู้ชมแถวหน้า เวลาไปให้หาเพื่อนที่มีความรู้ด้านภาพจริงๆไปด้วย และที่สำคัญกว่านั้นชวนคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไปด้วย เวลาชมให้ยืนห่างจากจอฯ ในอัตราส่วนเดียวกับที่วัดได้ในห้องประชุมของท่าน บางคนเมื่อไปดูของชอบยืนชิดจอฯ แต่ถ้ายืนดูในระยะเดียวกับที่แนะนำไว้ ภาพที่ดูคมกว่าในระยะประชิดอาจดูไม่แตกต่างจากโปรเจคเตอร์ที่ภาพคมน้อยกว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ถือว่าคะแนนเท่ากัน

เมื่อกลับมาแล้วให้สอบถามคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่าเขาเห็นเป็นอย่างไร ที่ให้ทำอย่างนี้เพราะในการใช้งานจริง ผู้ชมส่วนใหญ่จะไม่ใส่ใจกับรายละเอียดปลีกย่อยของภาพที่ฉายมากนัก เมื่อเป็นอย่างนั้น เราไม่ควรให้น้ำหนักกับปัญหานี้มากเกินไป

8. ตัดสินใจซื้อแต่เนิ่นๆ การไม่ตัดสินใจซื้อก่อนการใช้จริงแต่เนิ่นๆ จะมีผลไม่ค่อยดีบางประการ

1. ของที่อยากได้เกิดขาดตลาด แต่เวลาใช้งานกระชั้นรอไม่ได้ เลยต้องยอมซื้อของที่แพงกว่านั้นหรือด้อยกว่านั้นแทน
2. ไม่มีเวลาซ้อมงานพรีเซ้นก่อนวันงานเพียงพอ
3. ในที่สุดอาจไม่ได้ของมาใช้ เพราะอาจติดขัดโน่นนี่ เช่นเงินหมดก่อน อะไรทำนองนั้น หลังจากซื้อไม่ทันใช้งาน ความกระตือรือร้นที่จะซื้อก็จะพลอยเหือดหายหมดไป พองานต่อไปก็เร่งๆจัดซื้อ แล้วก็ซื้อไม่ทันเช่นเดิม เป็นอย่างนี้ไปหลายปี ในที่สุดก็เลิกคิดที่จะซื้อโปรเจคเตอร์ แล้วใช้วิธียืมของคนอื่นยันป้าย

ที่มา : http://www.virasupplies.com/chosing-projector3.php